Table of Contents
หลายองค์กรมีพนักงานขับรถที่ดูเหมือนจะ “ขับรถได้ดี” ไม่มีอุบัติเหตุใหญ่ ไม่มีปัญหาซ่อมรถบ่อยครั้ง แต่รู้หรือไม่ว่า “ความเสียหายที่แท้จริง” อาจไม่ได้มาจากการชนหรือเบรกแตกเสมอไป แต่อาจเกิดจากพฤติกรรมเล็กๆ ของพนักงานขับรถที่ดูไม่เป็นอันตราย แต่ส่งผลร้ายระยะยาว เช่น ความประมาทสะสม การบริการที่ขาดใจลูกค้า หรือแม้แต่การดูแลรถที่ผิดวิธี
ไม่ว่าจะเป็นการชนเล็ก ๆ เฉี่ยวกระจก รอยขูดสี ไปจนถึงอุบัติเหตุร้ายแรง ล้วนเกิดจากพฤติกรรมที่เราไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา เช่น ขับตามจี้เกินไป เปลี่ยนเลนโดยไม่เปิดไฟ หรือประเมินสถานการณ์ผิดพลาด
ในบทความนี้ บริษัทอบรมขับขี่ปลอดภัย จะพาไปรู้จักกับ 5 พฤติกรรมเสี่ยงที่พบบ่อยในพนักงานขับรถ ซึ่งหากองค์กรไม่ระวัง อาจทำให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมแบบไม่รู้ตัว

1. ขับเร็วเกินความจำเป็น/เกินกฎหมายกำหนด
การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งดี แต่พนักงานขับรถบางคนกลับใช้ “ความเร็ว” แทนการบริหารเวลา เช่น ขับเกินกำหนดความเร็วเพราะกลัวลูกค้าไม่พอใจ หรือไม่อยากถูกตำหนิจากหัวหน้า แต่หารู้ไม่ว่า:
- เพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงขึ้น
- ทำให้เบรก, ยาง, และระบบช่วงล่างสึกหรอเร็ว
- อาจถูกจับปรับหรือโดนลูกค้าร้องเรียนหากขับหวาดเสียว
องค์กรควรสื่อสารให้พนักงานเข้าใจว่า "ความปลอดภัยสำคัญกว่าเวลา และฝึกการวางแผนเส้นทางล่วงหน้าให้มีประสิทธิภาพ"
2. ไม่ตรวจเช็ครถสภาพก่อนการใช้งาน
หลายคนคิดว่า “รถใหม่ไม่ต้องเช็คก็ได้” หรือ “เมื่อวานยังใช้ได้อยู่เลย” ทำให้ละเลยการตรวจสอบเบื้องต้น เช่น:
- ลมยาง
- ระบบเบรก
- ไฟส่องสว่าง
- น้ำมันเครื่องและระดับน้ำหล่อเย็น
ผลคือ อาจเกิดความเสียหายกับรถ หรือร้ายแรงถึงขั้นเครื่องพังกลางทาง ต้องเสียเวลา เสียเงิน และเสียชื่อเสียงองค์กรควรจัดให้มี “Check List” รายวัน และอบรมให้พนักงานรู้วิธีตรวจเช็คที่ถูกต้อง
3. ใช้โทรศัพท์หรือเล่นโซเซียลระหว่างขับรถ
แม้จะไม่ยอมรับตรงๆ แต่หลายคนยอมรับว่าเคย “ดูมือถือ” ขณะรถติด หรือ “แอบเล่นไลน์” ตอนขับช้า ๆ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงมาก:
- สมาธิลดลงทันทีที่ละสายตา
- ตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินช้าลง
- เสี่ยงชนท้าย ชนคน หรือเฉี่ยวชนเล็ก ๆ บ่อยขึ้น
องค์กรควรมีนโยบาย “งดใช้มือถือขณะขับขี่” อย่างชัดเจน พร้อมใช้เทคโนโลยีติดตามหากจำเป็น
4. ปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าแบบ “เฉยเมย”
แม้พนักงานขับรถไม่ได้ขายของ แต่พวกเขากลับเป็น “หน้าด่าน” ของบริษัทที่ลูกค้าเห็นทุกวัน หากพนักงานพูดจาห้วน ไม่สุภาพ หรือไม่ช่วยเหลือลูกค้า เช่น:
- ไม่ยกของลงจากรถ
- ไม่ทักทาย หรือแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย
- ไม่ช่วยลูกค้าหาทางแก้เมื่อเกิดปัญหา
สิ่งเหล่านี้อาจไม่ผิดกฎระเบียบ แต่จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์บริษัทโดยตรง โดยเฉพาะในงานบริการ-ขนส่ง องค์กรควรเสริมทักษะด้าน Soft Skills และหัวใจบริการให้พนักงานขับรถ (Service Mind) เป็นประจำ
5. ขับรถ “แบบเดิม ๆ” ไม่พัฒนาตนเอง
หลายคนขับรถมาเป็นสิบปี แต่ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงเดิม ๆ เช่น:
- เบรกกระชั้น
- เปลี่ยนเลนกะทันหัน
- จอดรถแบบไม่ปลอดภัย
- ไม่ใช้เข็มขัดนิรภัย หรือไม่สนใจสภาพอากาศ
ขับรถทุกวันไม่ได้แปลว่า “ขับได้อย่างมืออาชีพ” พฤติกรรมเหล่านี้อาจไม่เคยทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง แต่ก็ทำให้ “ความเสี่ยงสะสม” จนเกิดเหตุใหญ่ได้ทุกเมื่อ การอบรมขับขี่ปลอดภัยซ้ำเป็นระยะ จะช่วยทบทวน ปรับปรุง และพัฒนาให้พนักงานขับรถปลอดภัยยิ่งขึ้น (Defensive Driving)
บทสรุป
ความเสี่ยงในการขับรถ ไม่ได้มีแค่ “ขับชน” หรือ “หลับใน” เท่านั้น แต่พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เรามองข้ามทุกวันต่างหากที่สะสมจนสร้างปัญหาใหญ่ได้ การเข้าใจพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ จะช่วยให้องค์กรลดต้นทุน เพิ่มความปลอดภัย และรักษาภาพลักษณ์ที่ดีในระยะยาว
เพิ่มความปลอดภัย เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้
ทาง สถาบันขับขี่ปลอดภัย (Safety Drive) ออกแบบการอบรมพนักงานขับรถให้ครอบคลุมทั้งด้านเทคนิคการขับขี่ปลอดภัย (Defensive Driving) และหัวใจบริการลูกค้า (Service Mind) โดยจัดอบรม ภาคทฤษฎี และ Workshop เฉพาะทาง พร้อมปรับเนื้อหาให้เหมาะกับลักษณะงานของแต่ละองค์กร


















