Google Maps

8 วิธีใช้ Google Maps ให้ปลอดภัยเวลานำทางไกล 📱🗺️


Listen to article
Audio is generated by AI and may have slight pronunciation nuances.

Table of Contents

Google Maps เป็นเครื่องนำทางของผู้ขับรถในยุคนี้ โดยเฉพาะพนักงานขับรถที่ต้องรับ–ส่ง ทางไปพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย แต่การ “เปิดแผนที่แล้วขับตาม” อย่างเดียวอาจไม่ปลอดภัยพอ เพราะเส้นทางบางแห่งอาจมืด อันตราย รถติดหนัก หรือมีงานซ่อมถนนที่ Maps ยังไม่อัปเดต

สถาบันขับขี่ปลอดภัย (Safety Drive) จึงสรุป 8 วิธีใช้ Google Maps แบบปลอดภัย เพื่อช่วยให้ทุกการเดินทางไกลมั่นใจมากขึ้น ลดความเสี่ยง และถึงจุดหมายได้ตรงเวลา

1️ หลีกเลี่ยงถนนมืดหรือเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย 🌙

แม้ Google Maps จะเลือกเส้นทางที่ “เร็วที่สุด” แต่ไม่เสมอไปว่าจะ “ปลอดภัยที่สุด” ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง โดย:

  • ขยายแผนที่เพื่อดูลักษณะทาง เช่น ถนนเล็ก, ทางลัด, ผ่านป่า หรือพื้นที่เปลี่ยว
  • ดูรีวิวสถานที่หรือเส้นทาง (ถ้ามี) ใน Google Maps
  • เลือกเส้นทางหลัก (Highway / ถนนใหญ่) ดีกว่าทางลัดตอนกลางคืน
  • ถ้าต้องขับตอนดึก แนะนำหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ไม่มีไฟถนน

เทคนิค : เปิด “ภาพถ่ายดาวเทียม” (Satellite) เพื่อดูพื้นที่จริง จะช่วยประเมินความเสี่ยงได้ดีกว่าแผนที่ปกติ

2️ ใช้ฟีเจอร์เลี่ยงเส้นทางอันตราย 🚧

Google Maps มีฟังก์ชันช่วยให้หลีกเลี่ยงเส้นทางที่อาจไม่เหมาะกับการขับรถ เช่น:

  • Avoid highways – ถ้าอยากเลี่ยงมอเตอร์เวย์/ทางด่วน
  • Avoid tolls – เลี่ยงด่านเก็บเงิน
  • Avoid ferries – เลี่ยงเส้นทางลงเรือข้ามฟาก (สำคัญมากในภาคใต้)
  • Avoid unpaved roads (บางประเทศมี แต่ไทยเริ่มทยอยใส่ข้อมูล)

นอกจากนี้ ยังสามารถเช็ก : จุดน้ำท่วม, งานก่อสร้าง, อุบัติเหตุ และรถติดหนัก ได้จากไอคอนสีแดงบนแผนที่ เพราะข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์มากสำหรับพนักงานขับรถที่ต้องส่งผู้บริหารหรือเดินทางเร่งด่วน

3️ ใช้ฟีเจอร์ “ความเร็ว” และเตือนจำกัดความเร็ว 🚗💨

ฟีเจอร์สำคัญที่ช่วยลดอุบัติเหตุได้จริงคือ Speed Limit Display และ Speed Warning แม้บางพื้นที่อาจยังไม่สมบูรณ์ 100% แต่ช่วยได้มาก โดยเฉพาะถนนลัด/เส้นทางต่างจังหวัด ควรเปิดไว้เสมอเพื่อให้รู้ :

  • ถนนนี้จำกัดความเร็วเท่าไหร่
  • เราขับเกินหรือไม่
  • จุดที่เป็นโซนควบคุมความเร็ว เช่น หน้าโรงเรียน หรือชุมชน

เคล็ดลับ : เปิดเสียงเตือนเพื่อไม่ต้องก้มดูมือถือบ่อยๆ ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มาก

4️ บันทึกตำแหน่ง (Saved Places) สำหรับสถานที่สำคัญ 

การเซฟสถานที่ล่วงหน้า ทำให้ไม่ต้องพิมพ์ค้นหาตอนขับรถ เหมาะกับพนักงานขับรถที่ต้องไปหลายที่ในวันเดียว ทำให้เลือกเส้นทางได้เร็ว และลดความผิดพลาดจากการกดผิดหรือพิมพ์ผิด เช่น

  • บ้านผู้บริหาร                        •   สนามบิน                   •   สถานที่ประชุม
  • ที่ทำงาน                              •   โรงแรม                     •   สถานที่นัดหมายต่างๆ 

5️ แชร์โลเคชั่นให้ครอบครัวหรือบริษัทติดตามได้แบบเรียลไทม์ 📤

ฟีเจอร์ Share Location ช่วยเพิ่มความปลอดภัยอย่างมากในกรณีเดินทางไกล โดยเฉพาะพนักงานขับรถที่ขับไปต่างจังหวัด สามารถตั้งเวลาแชร์ได้ เช่น 1 ชั่วโมง, 3 ชั่วโมง หรือจนกว่าจะปิดเอง ซึ่งมีประโยชน์ :

  • ครอบครัว/บริษัทเห็นตำแหน่งจริง              •   ระบุได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • รู้ว่าถึงไหนแล้ว                                       •   ใช้ยืนยันเวลาถึงปลายทางได้

6️ ใช้เสียงนำทางแทนการมองจอ ลดการละสายตา 🔊

การมองจอมือถือระหว่างขับคือสาเหตุอุบัติเหตุอันดับต้นๆ ควรใช้เสียงนำทางแทนการดูแผนที่ตลอดเวลา เคล็ดลับ :

  • ต่อมือถือเข้าระบบ Bluetooth ของรถ
  • ปรับเสียงให้อยู่ในระดับได้ยินชัด
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องเลี้ยวพลาด เพราะ Google Maps เตือนล่วงหน้าเสมอ

7️ ตรวจสอบเวลาเดินทางที่เหมาะสมล่วงหน้า 

ผู้ขับรถมืออาชีพควรดู Timeline ของการจราจรล่วงหน้า ก่อนออกเดินทาง จะช่วยวางแผนได้แม่นยำกว่า และถึงจุดหมายตรงเวลา เช่น:

  • ช่วงที่รถติดหนัก                         •   ช่วงเวลาแนะนำให้หลีกเลี่ยง
  • จุดที่เป็นคอขวด                          •   ระยะทางจริงไม่เท่าระยะเวลาจริงในชั่วโมงเร่งด่วน

8️ ตรวจสอบสภาพอากาศควบคู่กับ Maps 🌧️☁️

เพราะเส้นทางบางจุดอาจขับได้ตามแผนที่ แต่มีฝนตกหนักจนมองไม่เห็นทาง หรือมีน้ำท่วมบางช่วง เพราะ Google Maps เองแม้ไม่บอก “ฝนตกหนัก” แต่ควรใช้คู่กับแอปดังนี้ :

  • RainViewer (เช็คเรดาร์ฝน)
  • ThaiWater / Water4Thai (เช็คสถานการณ์น้ำ)
  • กรมอุตุนิยมวิทยา

Google Maps ช่วยได้ แต่คนขับต้องรู้จักเลือกเส้นทางที่ “ปลอดภัยที่สุด” ไม่ใช่แค่ “เร็วที่สุด”

สรุป Google Maps เป็นเครื่องมือที่ดีมากสำหรับผู้ขับขี่มืออาชีพ แต่การใช้มันให้ “ปลอดภัยจริง” ต้องอาศัยทักษะการวิเคราะห์เส้นทาง และแนวคิดแบบ Defensive Driving ควบคู่กัน

สถาบันขับขี่ปลอดภัย (Safety Drive) ขอแนะนำหลักสูตร  เทคนิคการขับรถเชิงป้องกันอุบัติเหตุ (Defensive Driving Training)  ให้ผู้ขับรถทุกคนฝึกตัวเองให้ตรวจเส้นทางล่วงหน้า วิเคราะห์ความเสี่ยง และใช้ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยทุกสถานการณ์

 


 

ติดต่อสอบถาม / ปรึกษาฟรี คลิกเลย!!

Close Modal